Showing posts with label Technology. Show all posts
Showing posts with label Technology. Show all posts
Saturday, 7 January 2012
แรงส์โฮ่กกก! แอปเปิลแหว่งทำ iPhone 4S แรงสุดตอนนี้
ว่ากันว่าเมื่อมีของใหม่มา โมเมนตัมก็มักจะเทไปทางของใหม่ๆเสมอๆ เฉกเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนตัวใหม่ของแอปเปิลแห่วงที่มาในชื่อ iPhone 4S หลายๆคนคงได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับมามาหนาหดูหนาตาบนโซเชียลมีเดียต่างๆมากมายแล้ว
ก็คงไม่ต้องพูดเกี่ยวกับ iPhone 4S ให้ยืดยาว แต่วันนี้มาโฟกัสเพียงจุดเดียวที่หลายๆคนต้องการรู้อย่างแน่ชัด แน่นอน ฟันทิ้ง เอ้ยฟันธงว่า iPhone 4S นี่มันแรงแค่ไหน เร็วแค่ คุ้มหรือไม่ที่จะเลือกซื้อซักเครื่อง?
เมื่อดูภายนอก iPhone 4S อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความจริงแล้ว iPhone 4S ภายในนั้นเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดก็ว่าได้
ฮาร์ดแวร์นั้นพัฒนาไปไกลมากทางด้านประสิทธิภาพ ซึ่งเร็วกว่ารุ่น iPhone 4 ถึง 68% และเมื่อ AnandTech (เว็บทดสอบและรีวิวพวกฮาร์ดแวร์)
เผยข้อมูลประสิทธิภาพและค่า Benchmark(คือการทดสอบเพื่อวัดความสามารถในการประมวลผล หรือการทำงานของโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยเทียบเคียงกับเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลต่างด้านกราฟฟิค , Javascript, CPU ต่างๆ ถึงกับต้องบอกว่าโฮ่กกก เพราะ iPhone 4S
กินขาดทุกค่าย
แอนดรอยด์สมาร์ทโฟนที่ว่าฮาร์ดแวร์แจ่มๆในขณะนี้ยังต้องยอมหลีกทางให้อย่างน้ำท่วมปาก แม้กระทั่ง Samsung Galaxy S II
ที่ว่าเครื่องแรงนักแรงหนายังต้องยอมรับกับความ แรง เร็วของเจ้า iPhone 4S นี้เลย
มามาดูกราฟจากผลการทดสอบ(ส่วนมากใช้ในหน้าเว็บเพื่อประมวลผลข้อมูลที่ฝั่งของผู้ใช้งาน)
รูปด้านล่างแสดงทดสอบ จาวาสคริปส์ จาก anandtech
การอ่านเว็บบราวเซอร์ จาก anandtech
จากการทดสอบจะเห็นได้ว่าแรงจนแทบจะแซง Tablet Samsung Gataxy Tab 8.9 ไปแล้ว
นั่นทำให้ซัมซุงต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าๆ หรือไม่งั้นคงต้องรีบออก CPU 4 คอร์ มาสู้เร็วๆ นี้แล้วล่ะ
Video
ส่วนถ้าใครอยากรู้ราคาการวางขายในไทยเราของทั้ง 3 ค่าย ติดตามได้ที่ http://www.clickforclever.com/library/227/iphone-4s.html
สุดท้ายนี้มีอีกเรื่องที่มีคนถามเข้ามาเยอะมากว่า "iPhone 4S มันพูดไทยได้มั๊ย"
จริงๆ Siri พูดไทยไม่ได้แน่ๆครับ สำหรับจะถามว่าภาษาอะไรบ้าง
ก็ดูตามภาพเลยนะครับ เค้าพูดได้แค่นั้นแหละ เค้าตอบมาให้แล้ว
สำหรับบางท่านบอกว่า "ลองพิมพ์ข้่อความใน note แล้วให้มันอ่านดิ"
แต่.. อย่ากระนั้นเลย พี่ไทยเราสุดยอดอยู่แล้วครับเรื่องแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้สำหรับจับ Siri ให้พูดไทยมีคนบอกวิธีการทำให้ Siri พูดไทยได้(บ้าง) แล้วคุณสามารถเข้าไปดูวิธีการแล้วลองดูก็ได้ครับ http://www.smart-mobile.com/forum/viewtopic.php?f=88&t=222748
ใครที่ได้ลองกับการใช้งานแล้วเป็นยังไงก็คอมเม้นท์มาบอกกันได้น่ะครับ เพราะตัวผมเองไม่รู้จะได้ใช้ iPhone 4S เมื่อไหร่
ป.ล ขอบคุณภาพหัวโพสคุณ ซี ณ.ที่นี้ด้วย รูปจาก http://praew.com/News.aspx?ArticleID=1637
Friday, 30 September 2011
Kindle Fire โผล่! ความเปลี่ยนแปลงของตลาดแท็บเล็ต
กลายเป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” เรียกว่าไม่พูดถึงเรื่องนี้คงจะเอ้าท์แบบสุดๆ นั่นก็คือการเปิดตัว "แท็บเล็ต Kindle Fire ด้วยราคาเพียง 199 ดอลลาร์" ราวๆ 6199.98 บาทของไทยเรา
โพสนี้ผมจะมาเขียนว่าหลังการเปิดตัว Kindle Fire ไปมีอะไรเกิดขึ้นที่น่าสนใจบ้าง แล้วตัว Kindle Fire เองมีอะไรที่เด่นๆบ้าง ส่วนรายละเอียดเรื่องนี้คงต้องไปอ่านจากกระทู้คุณอังแล้วล่ะครับ
เข้าเรื่อง "Kindle" ชื่อนี้คนไทยไม่ค่อยคุ้น ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งใช้กันมากกว่า มือบางคนบอกว่า "คนถือ Kindle น่ะดูดีกว่าคนถือ iPad 2 อีก"
Kindle นั้นจริงๆ เป็นอุปกรณ์สำหรับอ่าน E-Book ครับ ข้อดีคือ Battery ทนทานมากใช้งานอ่าน E-book ได้เป็นสัปดาห์และยังถนอมสายตาเป็นพิเศษ
การเปิดตัวของ Kindle Fire เล่นเอาตลาดแท็บเล็ตปั่นป่วนไปพอสมควรเพราะราคามันถูกกว่าชาวบ้านเค้า อาทิเช่น ร้านหนังสือดังอย่าง Barnes and Noble ผู้จำหน่ายแท็บเล็ต "Nook Color"
ได้ส่งอีเมลถึงลูกค้าว่า Nook Color รุ่นปัจจุบันได้ปรับลดราคาลงมา 25 ดอลลาร์ ทำให้จากเดิมราคา 249 ดอลลาร์ ลดมาเหลือ 224 ดอลลาร์ พร้อมส่งฟรีอีกด้วย
นอกจากนี้ทางด้าน BlackBerry PlayBook ก็ถึงเวลาลดราคาลงมาเหลือ 299 ดอลลาร์ในรุ่น 16GB ลดลงไปถึง 40% พูดง่าย PlayBook ประกาศลดราคา 200 ดอลลาร์ทุกรุ่นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น 32 หรือ 64 GB ก็ตาม
ก็ถือว่าคนใช้ BlackBerry อาจจะยังคงเปลี่ยนใจกลับมาใช้ PlayBook กัน ส่วนนึงก็อาจเป็นเพราะมีกล้องและสามารถทำงานร่วมกับ BlackBerry ได้
ในอนาคตอันใกล้นี้เราคงได้เห็นผู้ผลิตแท็บเล็ตตามหั่นราคาลงกันเป็นแถวๆ
ถ้าให้ผมมอง Kindle Fire ในความเห็นของผมแล้งผมว่าด้วยราคาที่ไม่สูงมาก น่าจะทำตลาดแบบหลอกให้คนซื้อตามได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ถ้า Kindle Fire เข้ามาขายในไทยผมก็เชื่อวันมันจะขายดีอย่างแน่นอน เพราะมันก็ตรงกับนโยบายรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จำทำแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา เรียกว่ากระแสนิยมและความทันสมัยของสื่อการเรียนรู้ที่สะดวกสบาย น่าจะครองใจคนไทยได้ไม่ยากนัก
Friday, 17 June 2011
Steve Jobs ทำให้เกิดวัฒนธรรม Docking ขึ้นในเครื่องเล่นเพลง
Docking คือ เป็นแท่นวางชาร์จ และเพิ่มความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูล เหมือน Dock ชาร์จโทรศัพท์รุ่นเก่าๆ ที่โทรศัพท์มือถือเสียบกับแท่นชาร์จได้
แต่ของ Apple จะมีรูเสียบหูฟังให้ต่อไปใช้กับเครื่องเสียงหรือลำโพงคอมได้ด้วย และมีพอร์ตเชื่อมต่อสายซิงค์ข้อมูล และ ภาพไปออก TV ได้
หน้าตา Dock ipod ของ apple ที่วางขายใน Apple store ผู้ใช้ต้องเอาลำโพงคอมหรือชุดเครื่องเสียงมาเชื่อมต่อฟังเสียงได้
วัฒนธรรมการฟังเพลงเปลี่ยนไป
จากที่เคยฟังเพลงจากแหล่งเก็บข้อมูลแบบ ม้วนเทป แผ่นCD จนปัจจุบันฟังเพลงไฟล์ mp3 ที่เก็บอยู่บนสื่อบันทึกข้อมูล
ในฮาร์ดดิส แฟลชไดฟ์ และipod เนื่องจาก ipod นั้นเป็นสื่อเก็บข้อมูลเพลงที่ดี ถ้าเลือกใช้ iPod classic
ก็จะมีพื้นที่ให้เก็บเพลงถึง 160GB ซึ่งถือว่ามากกว่าเครื่องเล่นเพลงใดๆ ในท้องตลาดตอนนี้ ที่นับวันเครื่องเล่นแบบฮาร์ดดิสก์
ค่อยๆ หมดไป พอเราเก็บเพลงไว้ในipod เวลาฟังแบบพกพาก็สามารถนำไปฟังได้สะดวก กลับมาบ้านก็เสียบ ipod เครื่องโปรด
ลงบน docking ก็สามารถฟังต่อออกชุดลำโพงได้ทันที แถมมีรีโมทไว้ให้เลือกเพลงฟังได้อีกด้วย หมดปัญหากับการเปลี่ยนแผ่น
นอกจากนี้ด้วยระบบการจัดการเพลงที่ดีของ ipod ทำให้ท่านสามารถที่จะค้นหาเพลง จัดเรียงเพลงโปรดได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในเครื่องเสียงสเตอริโอกันครั้งใหญ่ โดยมีผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายบริษัทผลิตเครื่องเสียงที่มี Dock ipod
ออกมาเพื่อเชื่อมต่อฟังเพลงจาก ipod กันมากขึ้น
ส่วน ทางด้านผู้ใช้ก็สะดวกสบายเนื่องจาก การเสียบชาร์จนั้นก็ง่ายๆ เพียงต่อเสียบเครื่องไปที่ Dock ของเครื่องเสียงเท่านั้นก็สามารถชาร์จ ipod
ได้ทันที และเปิดเพลงฟังไปด้วยได้เลย แต่ถ้าทำการชาร์จไฟปกติ ก็ต้องไปหยิบอะแดปเตอร์เสียบไฟ และเอาสาย USB เสียบต่อแล้ววาง
ipod/iphone ไว้กับพื้นหมดความสวยงาม ความสง่างามกันไป
ลองค้นหาภาพ dock ipod ดูสิครับว่ามันมีผลิตเยอะแค่ไหน แต่ละแบบก็ล้วนอลังการ แปลกตา น่าใช้ กันทั้งนั้น
ส่วนราคามีตั้งแต่ถู๊กถูก ไม่กี่ร้อยบาท
ของจีนหลากหลายสีสัน ส่วนเรื่องการรับประกันไม่แน่ใจ อิอิ
ถ้าของ JBL ตัวเล็กเสียงดีก็สี่ห้าพัน และเน้นพกพาสะดวก
สุดท้ายก็ไม่ยุให้ไปซื้อหามาหรอกครับ แต่เอามาคุยกันถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปกันดีกว่าครับ
ส่วนผมแอบไปหาซื้อมาใช้บ้างแล้วแหละครับ แหะ แหะ (แต่เป็น Dock ไว้วางเสียบชาร์จอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ)
เนื้อเรื่องจากท่านมูแห่งห้อง Gadget www.thaievo.com
แต่ของ Apple จะมีรูเสียบหูฟังให้ต่อไปใช้กับเครื่องเสียงหรือลำโพงคอมได้ด้วย และมีพอร์ตเชื่อมต่อสายซิงค์ข้อมูล และ ภาพไปออก TV ได้
หน้าตา Dock ipod ของ apple ที่วางขายใน Apple store ผู้ใช้ต้องเอาลำโพงคอมหรือชุดเครื่องเสียงมาเชื่อมต่อฟังเสียงได้
วัฒนธรรมการฟังเพลงเปลี่ยนไป
จากที่เคยฟังเพลงจากแหล่งเก็บข้อมูลแบบ ม้วนเทป แผ่นCD จนปัจจุบันฟังเพลงไฟล์ mp3 ที่เก็บอยู่บนสื่อบันทึกข้อมูล
ในฮาร์ดดิส แฟลชไดฟ์ และipod เนื่องจาก ipod นั้นเป็นสื่อเก็บข้อมูลเพลงที่ดี ถ้าเลือกใช้ iPod classic
ก็จะมีพื้นที่ให้เก็บเพลงถึง 160GB ซึ่งถือว่ามากกว่าเครื่องเล่นเพลงใดๆ ในท้องตลาดตอนนี้ ที่นับวันเครื่องเล่นแบบฮาร์ดดิสก์
ค่อยๆ หมดไป พอเราเก็บเพลงไว้ในipod เวลาฟังแบบพกพาก็สามารถนำไปฟังได้สะดวก กลับมาบ้านก็เสียบ ipod เครื่องโปรด
ลงบน docking ก็สามารถฟังต่อออกชุดลำโพงได้ทันที แถมมีรีโมทไว้ให้เลือกเพลงฟังได้อีกด้วย หมดปัญหากับการเปลี่ยนแผ่น
นอกจากนี้ด้วยระบบการจัดการเพลงที่ดีของ ipod ทำให้ท่านสามารถที่จะค้นหาเพลง จัดเรียงเพลงโปรดได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในเครื่องเสียงสเตอริโอกันครั้งใหญ่ โดยมีผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายบริษัทผลิตเครื่องเสียงที่มี Dock ipod
ออกมาเพื่อเชื่อมต่อฟังเพลงจาก ipod กันมากขึ้น
ส่วน ทางด้านผู้ใช้ก็สะดวกสบายเนื่องจาก การเสียบชาร์จนั้นก็ง่ายๆ เพียงต่อเสียบเครื่องไปที่ Dock ของเครื่องเสียงเท่านั้นก็สามารถชาร์จ ipod
ได้ทันที และเปิดเพลงฟังไปด้วยได้เลย แต่ถ้าทำการชาร์จไฟปกติ ก็ต้องไปหยิบอะแดปเตอร์เสียบไฟ และเอาสาย USB เสียบต่อแล้ววาง
ipod/iphone ไว้กับพื้นหมดความสวยงาม ความสง่างามกันไป
ลองค้นหาภาพ dock ipod ดูสิครับว่ามันมีผลิตเยอะแค่ไหน แต่ละแบบก็ล้วนอลังการ แปลกตา น่าใช้ กันทั้งนั้น
ส่วนราคามีตั้งแต่ถู๊กถูก ไม่กี่ร้อยบาท
ของจีนหลากหลายสีสัน ส่วนเรื่องการรับประกันไม่แน่ใจ อิอิ
ถ้าของ JBL ตัวเล็กเสียงดีก็สี่ห้าพัน และเน้นพกพาสะดวก
สุดท้ายก็ไม่ยุให้ไปซื้อหามาหรอกครับ แต่เอามาคุยกันถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปกันดีกว่าครับ
ส่วนผมแอบไปหาซื้อมาใช้บ้างแล้วแหละครับ แหะ แหะ (แต่เป็น Dock ไว้วางเสียบชาร์จอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ)
เนื้อเรื่องจากท่านมูแห่งห้อง Gadget www.thaievo.com
Saturday, 18 December 2010
สาวก Firefox ต้องยอมรับกับข้อเสียของมัน!!
[อัพเดทและบ่นก่อน]
ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานั่งเซทอัพตัวเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ไทยอีโวดอทคอม+ปรับแต่ง+แก้โค้ด+อัพเดทเนื้อหา กะว่าจะให้มันนิ่งก่อนสิ้นปี ปีใหม่มาจะได้เปิดศักราชแจ่มๆกัน ยังไม่หมดแค่นั้นยังมีงานโปรแกรมมิ่งเข้ามาจัดเต็มอีก นอนวันนึงประมาณ 4 -5 ชม. เท่านั้น (หมีแพนด้ามาเยือนเลยตรู _ __") แต่ก็น่ะเพื่ออนาคตวันข้างหน้าต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่มีคำว่าเอาไว้ก่อน(ท่องไว้เป็นนกแก้วนกขุนทองเลย T_T)
[เข้าเรื่องแล้ว]
กลับมาทีเรื่องที่จะพูดก็คือเจ้า Web Browser Firefox จะออกมาบอกว่าไม่ว่า Firefox มันจะดีเทพขนาดใหน มันก็มีข้อเสียบ้างหล่ะ แม้ว่าตัวเองจะเชียร์ firefox แบบสุดๆ และอยู่กินกับมันมานานก็ตาม แต่วันนี้จะมาแฉข้อเสียfirefoxบ้าง พร้อมวิธีแก้เกือบทุกปัญหา
1.ปัญหาอมตะ สว๋าปามแรมไม่ยั้ง โดยเฉพาะพวกชอบลง extension เยอะๆเนี่ย ต้องหาแรมซัก 1Gb มาใส่เลย(บางราย 1 กิ๊กยังไม่พอเลย) และการเปิดหน้าที่มี script เยอะๆก็จะกินทั้งแรมและ cpu อย่างเต็มเหนี่ยว และยังมีextensionอีกหลายตัวที่โดนตีตราว่าเป็นพวกเพื่อนกินหาง่าย เช่น fasterfox ซึ่งเป็น extensio nไว้เพิ่มspeedให้ firefox โดยหารู้ไม่ว่า ความเร็วนั้นต้องแลกมาด้วยแรมจำนวนมหาศาล หรือ Adblockplus extensionสำหรับกำจัดโฆษณาที่ต้องเซ่นไหว้ด้วยแรมเช่นกัน
2.ตัดคำไทย ปัญหานี้เกิดขึ้นกับ browser หน้าใหม่ทุกตัว เพราะเราดันใช้ภาษาไม่เหมือนชาวบ้านเค้า เขียนคำติดเป็นพรืด แถมมีตัวยกตัวลอยอีก แต่ภาษาอังกฤษมันจบคำนึงก็วรรคที มันตัดง่าย แต่ของเรามันไม่รู้ว่าตัดตรงไหน ก็เลยยาวเป็นพรืด เลยขอบจอ ลากscroll barกันสนุกมือเลย แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยexensionตัดคำไทย ซึ่งทำให้หน่วงการเข้าเว็บประมาณ 2 วินาที แถมขนาดใหญ่เบิ้ม
3.ไม่ซัพพอร์ต download manager ใครที่มีพวกโปรแกรมช่วยดาว์นโหลดเช่น flashget idm อยู่คงจะเซ็งไปตามๆกัน เพราะfirefoxมันมองไม่เห็น ไม่เหมือนIE แม้จะเป็นปัญหาเก่าที่ใครๆก็รู้วิธีแก้ แต่มือใหม่คงไม่รู้แน่นอน โดยปัญหานี้แก้ด้วยextension Flashgot Extension ตัวนี้เรียกว่าเป็นExtensionสามัญประจำbrowserได้เลย มีแทบทุกเครื่องที่ลงFirefox
4.ฟังเพลงออนไลน์ไม่ได้ จะมีบางเว็บสำหรับฟังเพลงออนไลน์ที่ใช้firefoxเปิดฟังไม่ได้ เพราะเว็บพวกนั้นใช้code activeX โค๊ดล้าสมัยที่ firefoxไม่สนับสนุนเนื่องจาก เป็นแหล่งแพร่ไวรัส แต่เราจะฟังอ่ะ วิธีแก้ก็คือใช้ ietab แต่ไปใช้ ie เปิดง่ายกว่าน่ะ
เท่าที่นึกออกและเจอบ่อยๆก็มีประมาณนี้ แต่ก็ยังชอบอยู่เชื่อว่ามีข้อดีเยอะกว่าและมันอาทมั๊กๆ
สำหรับคนที่ชอบลองของแปลก ผมขอแนะนำ 1 อย่าง ไว้เล่นดูอีกตัว
คือตัว Apple Safari 5.0 ตัวนี้ดีกว่า IE น่ะผมว่าแต่ยังไม่เทียบเท่าหมาป่าไฟชัว!!
ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานั่งเซทอัพตัวเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ไทยอีโวดอทคอม+ปรับแต่ง+แก้โค้ด+อัพเดทเนื้อหา กะว่าจะให้มันนิ่งก่อนสิ้นปี ปีใหม่มาจะได้เปิดศักราชแจ่มๆกัน ยังไม่หมดแค่นั้นยังมีงานโปรแกรมมิ่งเข้ามาจัดเต็มอีก นอนวันนึงประมาณ 4 -5 ชม. เท่านั้น (หมีแพนด้ามาเยือนเลยตรู _ __") แต่ก็น่ะเพื่ออนาคตวันข้างหน้าต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่มีคำว่าเอาไว้ก่อน(ท่องไว้เป็นนกแก้วนกขุนทองเลย T_T)
[เข้าเรื่องแล้ว]
กลับมาทีเรื่องที่จะพูดก็คือเจ้า Web Browser Firefox จะออกมาบอกว่าไม่ว่า Firefox มันจะดีเทพขนาดใหน มันก็มีข้อเสียบ้างหล่ะ แม้ว่าตัวเองจะเชียร์ firefox แบบสุดๆ และอยู่กินกับมันมานานก็ตาม แต่วันนี้จะมาแฉข้อเสียfirefoxบ้าง พร้อมวิธีแก้เกือบทุกปัญหา
1.ปัญหาอมตะ สว๋าปามแรมไม่ยั้ง โดยเฉพาะพวกชอบลง extension เยอะๆเนี่ย ต้องหาแรมซัก 1Gb มาใส่เลย(บางราย 1 กิ๊กยังไม่พอเลย) และการเปิดหน้าที่มี script เยอะๆก็จะกินทั้งแรมและ cpu อย่างเต็มเหนี่ยว และยังมีextensionอีกหลายตัวที่โดนตีตราว่าเป็นพวกเพื่อนกินหาง่าย เช่น fasterfox ซึ่งเป็น extensio nไว้เพิ่มspeedให้ firefox โดยหารู้ไม่ว่า ความเร็วนั้นต้องแลกมาด้วยแรมจำนวนมหาศาล หรือ Adblockplus extensionสำหรับกำจัดโฆษณาที่ต้องเซ่นไหว้ด้วยแรมเช่นกัน
2.ตัดคำไทย ปัญหานี้เกิดขึ้นกับ browser หน้าใหม่ทุกตัว เพราะเราดันใช้ภาษาไม่เหมือนชาวบ้านเค้า เขียนคำติดเป็นพรืด แถมมีตัวยกตัวลอยอีก แต่ภาษาอังกฤษมันจบคำนึงก็วรรคที มันตัดง่าย แต่ของเรามันไม่รู้ว่าตัดตรงไหน ก็เลยยาวเป็นพรืด เลยขอบจอ ลากscroll barกันสนุกมือเลย แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยexensionตัดคำไทย ซึ่งทำให้หน่วงการเข้าเว็บประมาณ 2 วินาที แถมขนาดใหญ่เบิ้ม
3.ไม่ซัพพอร์ต download manager ใครที่มีพวกโปรแกรมช่วยดาว์นโหลดเช่น flashget idm อยู่คงจะเซ็งไปตามๆกัน เพราะfirefoxมันมองไม่เห็น ไม่เหมือนIE แม้จะเป็นปัญหาเก่าที่ใครๆก็รู้วิธีแก้ แต่มือใหม่คงไม่รู้แน่นอน โดยปัญหานี้แก้ด้วยextension Flashgot Extension ตัวนี้เรียกว่าเป็นExtensionสามัญประจำbrowserได้เลย มีแทบทุกเครื่องที่ลงFirefox
4.ฟังเพลงออนไลน์ไม่ได้ จะมีบางเว็บสำหรับฟังเพลงออนไลน์ที่ใช้firefoxเปิดฟังไม่ได้ เพราะเว็บพวกนั้นใช้code activeX โค๊ดล้าสมัยที่ firefoxไม่สนับสนุนเนื่องจาก เป็นแหล่งแพร่ไวรัส แต่เราจะฟังอ่ะ วิธีแก้ก็คือใช้ ietab แต่ไปใช้ ie เปิดง่ายกว่าน่ะ
เท่าที่นึกออกและเจอบ่อยๆก็มีประมาณนี้ แต่ก็ยังชอบอยู่เชื่อว่ามีข้อดีเยอะกว่าและมันอาทมั๊กๆ
สำหรับคนที่ชอบลองของแปลก ผมขอแนะนำ 1 อย่าง ไว้เล่นดูอีกตัว
คือตัว Apple Safari 5.0 ตัวนี้ดีกว่า IE น่ะผมว่าแต่ยังไม่เทียบเท่าหมาป่าไฟชัว!!
Tuesday, 21 September 2010
Must Read!! 3G Technology ในปัจจุบัน (ตอนจบ)
และแล้วก็เดินทางมาถึงตอนจบ...กับบทสรุปของ 3G ตามที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่แล้ว จุดเด่นที่สุดของคำว่า 3G คงหนีไม่พ้นความเร็วในการเชื่อมต่อ การติดต่อ และส่งข้อมูลครับ เน้นการเชื่อมต่อแบบ wireless (ไร้สาย) ด้วยความเร็วสูง
นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพในส่งของการรับส่งข้อมูลจากเดิมให้เร็วขึ้น เน้นการติดต่ออย่างสมบูรณ์แบบ อย่างการ call conference, ประชุมทางไกล, การดาวน์โหลดภาพ เสียง clip Video เพลง ภาพยนตร์ หรือApplication ต่างๆ รวมถึงการติดต่อธนาคารทางโทรศัพท์ การโอนเงิน เช็คยอดเงิน ซื้อขายของ หาพิกัด ตรวจสอบเส้นทาง ซึ่งจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น
- 3G ทำให้เราสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วฉับไว ย่อโลกในแคบลง
- เพิ่มความสะดวกสบายให้กับการดำเนินชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยี
- อีกจุดเด่นของ 3G คือความสมจริง เปรียบเหมือนเป็นการใส่ความรู้สึกข้าไป ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมืออิเลกทรอนิคส์ เช่น ไฟล์เสียงสมจริง (True tone) การแสดงภาพแบบ 3D หรือการติดต่อเชื่อมโยงต่างๆแบบ interactive
- และหัวใจหลักอย่างการเป็นระบบ Always on ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกับระบบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่พลาดการติดต่ออีกต่อไป
- หากมองถึงตัวเครื่องโทรศัพท์ โทรศัพท์ที่รองรับในส่วนนี้ก็จะรองรับในการทำอะไรได้หลายๆในเครื่องเดียว อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือหลายๆรุ่นที่สามารถ ถ่ายภาพ ฟังเพลง Mp3 ดู Tv ผ่านเครือข่าย GPRS หรือ EDGE การจัดการข้อมูล (Organizer) การส่งผ่านข้อมูลในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น IrDa Bluetooth Wi-Fi
- ส่วนในด้านของระบบในเมืองไทย ที่เห้นว่าใกล้เคียงมาตรฐาน 3G ก็คงจะเป็น การเชื่อมต่อผ่าน EDGE ซึ่ง ด้วยความเร็ว 118 K
เรามาดูมาตรฐานของ 3G กันหน่อยดีกว่า
มาตรฐาน 3G อยู่ 3มาตรฐาน ได้แก่ WCDMA wideband CDMA (WCDMA), CDMA2000 และ TD-SCDMA ใช้การแบ่งเวลา1. WCDMA พัฒนามาจาก GSM และ TDMA (Time Division Multiple Access) ซึ่งทำให้ขยายแถบช่องสัญญาณได้ มากและกว้างขึ้น ปัจจุบันแพร่หลายในอเมริกาซึ่งพัฒนาระบบ 2G ไปเป็น EDGE-Enhance Data Rate for GSM ซึ่งเป็นอีกก้าวที่นำไปสู่ 3G คาดว่าระบบ WCDMA นี่จะถูกใช้งานมากที่สุดซึ่งตั้งเป้าหมายไว้แล้วถึง 60 ประเทศเป็นอย่างน้อย
2. CDMA 2000 ปัจจุบันพัฒนาไปถึงระบบ 1x EV-DO เป็นเทคโนโลยีที่มีจุดเด่นทางด้านการส่งข้อมูลความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง 1xEV-DO เป็นระบบเดียวกับ CDMA ที่ได้รับการยอมรับจาก สมาพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( ITU ) ให้เป็นเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานการสื่อสารไร้สายยุค 3G ข้อดีของระบบนี้คือการใช้งานที่สะดวก ง่ายต่อการติดต่อและสามารถเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบทั้ง โทรศัพท์มือถือ PDA Laptop PC โดยสามารถต่อแบบ ไร้สายได้
3. TD-SCDMA (Time Division-Synchronous Code Division Multiple Access) เป็นเครือข่าย CDMA อีกอย่างที่ถูกนำมาใช้เป็นระบบ 3G ที่ได้รับการรับรองโดย ITU ปัจจุบัน TD-SCDMA ถูกพัฒนาและเริ่มทดลองใช้งานแล้วในประเทศจีน
Saturday, 18 September 2010
Must Read!! 3G Technology ในปัจจุบัน (ตอนที่ 2)
สำหรับใครที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ตอนที่1ไปแล้วคงจะต้องรีบติดตามกันอย่างต่อเนื่องเลย เพราะที่ผมต้องนำเสนอเรื่องนี้ให้ต่อเนื่องเพราะเดี๋ยวจะจับใจความกับเรื่องของ 3G ไม่ได้ ตอนที่แล้วพูดจบถึงยุค 2G และทิ้งท้ายไว้ว่าหลังจากยุค 2G แล้วมันไม่ได้กระโดดไป 3G เลยน่ะมันแตกออกมาเป็น...
:: ยุค 2.5G ::
- ยุคนี้ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G ... ซึ่งก็คือ 2.5G
- 2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) นั่นเอง ล
- ตามหลักการแล้ว ... เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว
- แต่เอาเข้าจริงๆ ความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น
- เทคโนโลยี 2.5G เรามีใช้กันมานานแล้ว ... ก็คือเป็นช่วงที่มีการเริ่มใช้ GPRS อย่างที่บอก ... ซึ่งในยุคนั้น ก็จะเป็นยุคที่เริ่มมีการใช้งานในส่วนของ Data มากขึ้น
- การส่งข้อความก็พัฒนาจาก SMS มาเป็น MMS ... โทรศัพท์มือถือก็เริ่มเปลี่ยนจากจอขาวดำมาเป็นจอสี
- เสียงเรียกเข้า จากเดิมที่เป็นเพียง Monotone ก็เปลี่ยนมาเป็น Polyphonic รวมไปถึง Truetone ต่างๆ ด้วย
:: เพิ่มเติมต่อยอดมาเป็นยุค 2.75G ::
- ก่อนจะมาถึงยุค 3G เราก็ยังมี 2.75G ด้วยนะ
- เป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) นั่นเอง
- EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ)
- ลักษณะการทำงานของ EDGE นั้นจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของ GPRS ให้มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้นนั่นเองครับ
** แต่ว่า ยุค 2.75G ของ EDGE นั้น ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการนะ เพียงแค่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยุค 2.5G และ 3G เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น**
:: และแล้วก็เข้าสู่ยุค 3G ::
- ต่อมา ... ก็ได้พัฒนามาเป็นระบบ 3G หรือ Third Generation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3
- จุดเด่นที่สุดของ 3G นั้น ... เป็นเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง
- ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น
- พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการ Multimedia ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ มีประสิทธิภาพแบบมากยิ่งขึ้น
- เช่น การรับ-ส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ , การใช้บริการ Video/Call Conference , Download เพลง , ดู TV Streaming ต่างๆ
- ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว ... 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าเยอะเลย
Friday, 17 September 2010
Must Read!! 3G Technology ในปัจจุบัน
คงไม่หยิบเรื่องของเทคโนโลยี 3G (Third Generation) มาพูดไม่ได้แ้ล้ว เพราะผมว่ามันจำเป็นต้องพูดต้องทำความเข้าใจกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ผมเห็นหลายๆเว็บก็มีข้อมูลเกี่ยวกับ 3G แบบเนื้อหาเน้นๆให้เราได้เข้าไปอ่านกันเพียบเลย แต่...ผมจะเอาเรื่องนี้มาพูดในอีกแนวนึง เอาไว้เผื่อใครไม่อยากอ่านรายละเอียดของมันแบบยาวๆแต่อยากจะได้แค่รู้ว่าสรุปแล้วมันคืออะไร มันเป็นมายังไงจะได้ไม่ตก Trend ไงจ๊ะ!!
เราลองมาดูกันคร่าวๆกันก่อนว่ากว่าจะมาเป็น 3G ว่ามันผ่านร้อนผ่านหนาวมายังไงบ้าง
:: ยุค 1G ::
- ซึ่งเป็นยุคที่ใช้ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้น
- ซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้าน Voice (เสียง) ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย เท่านั้นไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น..
- แม้แต่การรับ-ส่ง SMS ก็ยังทำไม่ได้ในยุค 1G
- แต่จริงๆแล้ว ... ในยุคนั้น ผู้บริโภคก็ยังไม่มีความต้องการในการใช้งานอื่นๆ นอกจากเสียง (Voice) อยู่แล้ว
- ปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดมาก และจะพบว่าผู้ใช้มักจะเป็นนักธุรกิจที่มีรายได้สูงเสียส่วนใหญ่
Monday, 2 August 2010
Overview: Artificial Intelligence #2
ที่ได้เคยเขียนไว้แล้วในตอนที่ 1 ว่าจะมาเขียนต่องานทางด้าน AI นั้นที่ผมรู้และได้เห็นชัดๆมีอะไรบ้าง ผมคิดว่าจะมาเขียนเป็นเรื่องๆ ขี้เกียจเขียนยาวๆ คนอ่านง่วงนอนหมดก่อน
Sunday, 1 August 2010
Overview: Artificial Intelligence #1
ตามความเข้าใจของผมหลังจากที่ได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (A.I.) ถ้าพูดง่ายๆเลยคือ มันเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในทางวิทยาศาสตร์ที่พยายาม สร้าง จำลอง ให้คอมพิวเตอร์มีความคิดอย่างมนุษย์ มีพฤติกรรมต่างๆ โดยเลียนแบบจากมนุษย์ ตรงนี้แหล่ะคือจุดที่ทำให้ผมสนใจ และก็เชื่อว่าบางคนอาจหลงไหลมันเข้าเช่นกัน
Friday, 30 July 2010
Basic Questions (About A.I.)
เคยนั่งถกกับเพื่อนคนนึงเรื่อง A.I. นี่แหล่ะ รู้สึกตอนนั้นนั่งเรียนวิชา Operating System แล้วอาจารย์เขาได้พูดเกี่ยวกับ A.I. พอเรียนเสร็จเพื่อนคนนั้นก็ชวนโม้เลย มันบอกตอนอาจารย์พูดมันหลับ(กรรมเลยเมิง) ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรกับเรื่องนี้นักหนา แค่ลองศึกษาไปงูๆปลาๆก็ยังพอตอบมันได้บ้างไม่ได้บ้าง
Subscribe to:
Posts (Atom)













